รอนดา (Ronda) เมืองที่สวยที่สุดของสเปน
หากถามว่าเมืองที่สวยในสเปน เมืองรอนดา (Ronda) คงต้องอยู่ในอันดับต้นๆของเราอย่างแน่นอน เมืองนี้อยู่ในจังหวัดมาละกา (Málaga) แคว้นอันดาลูเซีย (Andalucía) ซึ่งอยู่ทางใต้ของสเปน เป็นเมืองไม่ใหญ่และสามารถเดินชมได้ภายในวันเดียว ทำให้ไม่เราต้องไม่ต้องวางแผนหนือคิดมากกับการทำแพลน เดินไปเรื่อยๆเห็นตรงไหนสวยก็หยุดถ่ายรูป อาจจะหลงบ้างแต่บางครั้งมันก็ทำให้เราได้มุมถ่ายรูปสวยๆที่ไม่เหมือนใคร
![]() |
| หมู่บ้านสีขาวสไตล์ Andaluz |
![]() |
| ภาพที่ได้จากการหลงทาง |
ทริปนี้เกิดขึ้นพร้อมกับกลุ่มเพื่อนของเราที่กำลังจะเรียนจบและแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง การได้ออกทริปด้วยกันครั้งนี้ถือเป็นทริปที่ดีที่สุดในชีวิตมหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้ เราเดินทางจากตัวจังหวัดมาละกามาเมืองนี้ด้วยรถบัสซึ่งเป็นการเดินทางที่ประหยัดอีกทั้งช่วงระหว่างทางยังได้เห็นบรรยากาศข้างทางที่การเดินทางทางเครื่องบินหรือรถไฟก็ให้เราไม่ได้
พอมาถึงเมืองนี้เราก็เลือกที่จะเดินไปยังใจกลางเมืองก่อน จากนั้นจึงค่อยๆไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆโดยไม่รีร้อย เมืองนี้มีนักท่องเที่ยวเยอะทั้งคนสเปนแบะต่างชาติ หากหลงทางก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะมีคนคอยช่วยเหลือแน่นอน สำหรับเราแล้วคนสเปนทางใต้ค่อยข้างใจดีชอบสังคม อาจจะเป็นเพราะสภาพอากาศที่อุ่นกว่าภาคอื่นๆของสเปน
![]() |
| Plaza del Socorro |
จุดใจกลางเมืองที่เราเริ่มทริปของเราคือ Plaza del Socorro เป็นจตุรัสคนเดินพลุกพล่าน จุดนี้มีที่ถ่ายรูปหลายที่ เช่นโบสถ์โซโกโร (Igelsia del Socorro) คาสิโน น้ำพุรูปปั้นเฮอร์คิวลิส ร้านอาหารและร้ายขายของฝาก จตุรัสนี้ถูกบูรณะซ่อมแซมหลังจากสงครามเป็นเอกราชจากชาวฝรั่ง
![]() |
| น้ำพุรูปปั้นเฮอร์คิวลิส |
![]() |
โบสถ์แห่งโซโกโร (Iglesia del Socorro) |
เดินไปไม่ไกล จุดถ่ายรูปต่อไปคือ Plaza de toros de Ronda หรือ จตุรัสหรือลานสู้วัวกระทิง สร้างขึ้นเมื่อปี 1780-1785 ถือว่าเป็นลามสู้วัวที่เก่าแก่ที่สุดของสเปน ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีหลายแคว้นที่ออกกฏหมายห้ามการสู้วัวเนื่องจากเป็นการทรมานสัตว์ แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเห็นสนามสู้วัวได้ทั่วไปเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของเขาตั้งแต่อดีต จุดเด่นของที่นี่คือผนังด้านนอกสีขาวซึ่งเป็นสียอดนิยมของบ้านเมืองทางใต้ของสเปน
![]() |
| Plaza de toros |
ข้างในสามารถเข้าไปชมได้ในได้ (มีค่าเข้าชม) ด้านล่างเป็นพิพิธภัณฑ์ของนักสู้วัวมีชื่อของเมืองนี้ Los Romeros y los Ordóñez แต่หากไม่ชอบความรุนแรงในสัตว์ก็สามารถถ่ายแค่ด้านนอกก็สวยแล้ว สำหรับเราแล้วเคยไปดูการสู้วัวแค่ครั้งเดียวเป็นแบบขี้ม้า แล้วก็ไม่คิดจะกลับไปดูอีกเลยเพราะมันค่อนข้างรุนแรงและทารุณต่อสัตว์
![]() |
| อนุสรณ์นักสู้วัวกระทิง |
เดินจากสนามสู้วัวกระทิงไปจะเจอกับโบสถ์คอนแวนต์เก่าแก่ Iglesia y convento de la Merced
![]() |
| โบสถ์คอนแวนต์ La Merced ถูกสร้างเมื่อปี 1585 |
ใกล้กันเป็น El paseo de la Alameda ทางเท้าเลียบหน้าผาพร้อมระเบียงชมวิวที่ยื่นออกมาเป็นระยะตลอดทางเดิน เราว่าจุดนี้เป็นที่ที่ห้ามพลาดเพราะวิวธรรมชาติสวยมาก
ระเบียงยื่นที่ขึ้นที่สุดคือ Balcón de Coño (ขอแปลว่า ระเบียงจิ๋ม) คำว่า Coño ในภาษาสเปนเป็นคำแสลงที่แปลว่า จิ๋มหนือจิมิ๊ และก็เป็นคำอุทานเช่นกัน (ทั้งดีและไม่ดี)
![]() |
| Balcón de Coño |
ที่มาของชื่อนี้ว่ากันว่า หากมองไปวิวจากจุดนี้จะต้องร้องอุทานออกมา (coño) ก็เพราะวิวมันสวยน่าทึ่งเส้นทางนี้จะมองเห็นที่ลุ่มกว้างสีเขียว ด้านหลังเป็นแนวเทือกเขารอนดา (Serranía de Ronda) ซึ่งก็พอได้เห็นวิวแล้วก็เห็นด้วยกับชื่อนี้
เดินไปถ่ายรูปไปเกือบสุดทางเราจะเจอจุดที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ สะพานใหม่และหน้าผารูปร่างสวยงามแปลกตาในช่องแคบขอภูเขานั่นเอง
สะพานใหม่ (Puente Nuevo) symbol ของเมืองนี้และหากไม่ได้มาก็เหมือนมาไม่ถึง สะพานความสูงเกือบ 100 เมตรบนช่องแคบระหว่างหุบเขาที่แม่น้ำกวาดาเลบิน (Guadalevín) ไหลผ่าน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมเมืองเก่าและเมืองใหม่ของรอนดาไว้ ถูกสร้างขึ้นมาศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. 1751-1793) จะบอกว่าเห็นผ่านรูปก็ว่าสวยแล้ว มาเห็นด้วยตาตัวเองยิ่งสวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง วันนั้นอากาศดีมากไม่ร้อนไม่หนาว แล้วเรามาในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นปลายฤดูใบไม้ผลิต้นฤดูร้อน ธรรมชาติรอบข้างเป็นสีเขียวและสีสันจากดอกไม้นานาพรรณที่เกิดเองตามธรรมชาติ
เราใช้เวลาอยู่จุดนี้ค่อนข้างนาน เพราะมันมีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปเยอะมา ฝั่งหนึ่งของหน้าผาที่มีรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการกัดเซาะและร้านอาหารตรงหน้าผา (หากมีโอกาสต้องไปนั่งจิบเครื่องดื่มชมวิว)
ส่วนอีกฝั่งก็เป็นหน้าผา เลยไปเป็นที่ลาบลุ่มผืนกว้างกว้างและปิดฉากด้วยเทือกเขาเรียงยาว นอกจากนั้นจะมีรถม้าขับผ่านไปมาบริเวณนี้ ให้อารมณ์เหมือนย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 200-300 ปีก่อน
*เมืองนี้ด้วยความที่ถูกปกครองด้วยแขกมัวร์ก็จะยังคงมีสิ่งก็สร้างมุสลิมยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง เช่น ที่อาบน้ำอาหรับ(los baños árabes) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสะพานนี้
เสร็จจากสะพานใหม่เราตัดสินใจว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ เพราะสถานที่สำคัญที่เราอยากไปครบแล้ว ต่อไปก็จะเป็นพาร์ทของการดูวิถีชีวิตและบ้านเมืองของคนเมืองนี้ หาของกินอร่อยๆ ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งอย่างที่เคยบอกไปว่าบ้านช่องของแคว้นนี้จะเป็นสีขาวหรือสีสว่างซะส่วนใหญ่ เราไปได้รูปสวยๆในมุมแปลกๆค่อนข้างเยอะ อีกทั้งได้เจอการใช้ชีวิตของคนในเมืองนี้จริงๆ
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง หลังจากเดินจนถึงช่วงบ่ายเราก็หาร้านอาหารทานกัน ซึ่งเราสั่งอาหารมาหลากหลาย แต่อาหารของชาวใต้ที่ขึ้นชื่อก็คงหนีไม่พ้น Gazpacho anladuz เป็นซุปเย็นส่วนประกอบหลักเป็นมะเขือเทศและผักสดอื่นๆเนื่องจากทางใต้อากาศจะร้อนมากกว่าที่อื่นๆ sopa de alcachofas ซุปอาร์ติโชค conejo a la rodeña เมนูกระต่ายสไตล์รอนดา และของหวานขึ้นชื่อ Yemas del Tajo ส่วนผสมหลักมาจากไข่แดงและน้ำตาล
หลังจากอาหารมื้อเที่ยง เราก็เดินทอดน่องต่อจนถึงเวลากลับ หากถามว่าอยากกลับมาเมืองนี้อีกไหม เราตอบได้อย่างไม่คิดว่าต้องกลับมาอีกแน่นอน หากคุณได้มีโอกาสมาเมืองนี้แล้วหล่ะก็ เราเชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักอย่างหลายๆคนนักเขียนชื่อดังอย่าง Ernest Hemingway และ Rainer Maria Rilke ก็ตกหลุมรักเมืองนี้เข้าเต็มๆ หรือแม้กระทั่ง Kazunori Yamauchi ชาวญี่ปุ่นซึ่งได้สร้างเกมสำหรับ PlayStation โดยมีเมืองรอนด้าเขามาอยู่ในเกมด้วย ทำให้เมืองนี้ดังมากและนักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและจีนก็หลั่งไหลมาที่เมืองนี้เป็นจำนวนมาก



































Comentarios
Publicar un comentario